วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปรากา

            

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ
The Development of the Computer-Assisted Instruction on Information in the 
Computer Subject for Matthayomsuksa 1 Nawamintrachinutit Suankularb Wittayalai 
Samutprakrn School

ลัดดาวัลย์ ไตรมณี1 บุญจันทร์ สีสันต์2 และทนงศักดิ์ โสวจัสสตากุล3
Luddawun Trimanee1, Boonchan Sisan2  and Thanongsak Sovajassatakul3
1นักศึกษาหลักสูตร วท.ม. (สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง,
2 อาจารย์, 3 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง   
Luddalan.69@gmail.com, kiboonch@kmitl.ac.th and kstonong@kmitl.ac.th

บทคัดย่อ
     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา หาคุณภาพ ประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนกับหลังเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 50 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบประเมินคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ มีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.24 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.52 และค่าความเชื่อถือเท่ากับ 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย( ), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S), และการทดสอบค่า t-test แบบ dependent samples         
      ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ( = 4.30, S = 0.01) เมื่อแยกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหา อยู่ในระดับดี ( = 4.30, S = 0.24) และด้านเทคนิคการผลิตสื่ออยู่ในระดับดี ( = 4.29, S = 0.23) มีค่าประสิทธิภาพของบทเรียน E1/E2 = 85.76/88.55 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05       

คำสำคัญ : บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน, เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์, โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย
              
ABSTRACT
     The objective of this study were to develop and examine quality of computer-assisted instruction (CAI) on the topic of Information in Computer in the course of Technology I for Matthayomsuksa 1 students and to compare learning achievement of the students before and after learning with the instruction. The sample of the study comprised 50 Matthayomsuksa 1 students enrolling the course of Technology I at Nawamintrachinutit Suankularb Wittayalai Samutprakarn School in the academic year 2/2014, selected by Cluster Random Sampling method. The research instruments were a CAI on Information in Computer, a CAI quality assessment form and a learning achievement test on Information in Computer with Difficulty Index    = 0.24-0.80, Discrimination = 0.20-0.50 and Reliability = 0.84. The data were analyzed by using arithmetic mean ( ), standard deviation (S), and paired t-test for dependent sample.
     The results showed that the overall quality of the instruction was at a high level ( = 4.30 and S = 0.01). In particular, the CAI presented at a high level of content quality ( = 4.30 and S = 0.24) and a high level of media production quality ( = 4.29 and S = 0.23), with the efficiency E1/E2 = 85.76/88.55. Learning achievement of the students was found to increase with significantly higher post-test scores when compared to the pre-test scores at 0.05.   

Keywords : The Computer-Assisted Instruction, the topic of Information in Computer, Nawamintrachinutit Suankularb Wittayalai    Samutprakrn School

1. บทนำ  
     ในยุคปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆอย่างรวดเร็ว ด้วยผลจากความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการด้านต่างๆ จึงจำเป็นที่ประเทศต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายของกระแสโลกไร้พรมแดน การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืนจะต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ให้เข้มแข็งและมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคนหรือทุนมนุษย์ให้เข้มแข็ง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคศตวรรษที่ 21 และการเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพของคน ทั้งในเชิงสถาบันระบบโครงสร้างของสังคมให้เข้มแข็ง สามารถเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามสถานการณ์การพัฒนาที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อคนและสังคมไทยหลายประการ [1]   
     การพัฒนาทรัพยากรมนษุย์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญความก้าวหน้า และความเป็นพลเมืองดี ที่มีคุณภาพทัดเทียมกับอารยะประเทศ จากวิวัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน ทำให้นานาประเทศปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้มุ่งเน้นด้านการพัฒนาทรัพยากรมนษุยม์ากขึ้น โดยการหนดเป็นนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ รวมทั้งปรับเปลี่ยนกระบวนการและหาวิธีการในการจัดระบบการศึกษา ให้รองรับแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลก มีการกำหนดแนวคิดต่างๆ ในการจัดการศึกษา การเรียนการสอนในสถานศึกษาและการฝึกอบรมในสถานประกอบการ มีการพัฒนาไปตามกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงตามแนวคิดและความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักในการนำเสนอองค์ความรู้ โดยมีการคิดค้น พัฒนาและสร้างสรรคส์สื่อการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ให้เกิดการเรียนรู้สื่อการเรียนการสอนในลักษณะของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการศึกษามากขึ้น [2]   
     บทเรียนคอมพิวเตอร์(CAI : Computer Assisted Instruction) จัดว่าเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทหนึ่งที่นำเสนอองค์ความรู้อย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอน ตามหลักการเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จัดการและนำเสนอบทเรียน ซึ่งวงการศึกษาได้ให้ความสนใจและตื่นตัวในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก เพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอน เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์สามารถตอบสนองการเรียนรู้ในลักษณะต่างๆ ที่จะนำไปส่กูารพัฒนาความสามารถทางด้านสติปัญญาของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่ อัตราการใช้งานของบทเรียนคอมพิวเตอร์จึงมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเช่นปัจจุบัน [2]
     การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่จะช่วยตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล และเทคโนโลยีหนึ่งที่ได้รับความสนใจ  มีปรัชญาในการตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลก็คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนทั้งนี้เพราะมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากสื่ออื่นๆในด้านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนทำให้มีการสื่อสารระหว่างบทเรียนกับผู้เรียนในลักษณะการสื่อสารสองทาง [3]
     กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนำความรู้เกี่ยวกับการดำรงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทำงาน และมีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียง และมีความสุข[4] กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ในสาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นสาระเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศการติดต่อสื่อสาร การค้นหาข้อมูล การใช้ข้อมูลและสารสนเทศ การแก้ปัญหาหรือการสร้างงาน คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร      
     จากเหตุผลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเรื่องการใช้ข้อมูลและสารสนเทศมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินชีวิตประจำวันของนักเรียน ซึ่งโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาและส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาโดยตลอดและได้พัฒนาการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง และทุกปีการศึกษาโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ มีกิจกรรมมากมายและประกอบกับมีวันหยุดนักขัตฤกษ์มากเช่นเดียวกัน ทำให้นักเรียนมีเวลาเรียนได้ไม่เต็มที่เพราะมีนักเรียนบางส่วนที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมกรีฑา  ซึ่งผู้วิจัยมองเห็นถึงปัญหาในข้อนี้ว่าหากเวลาเรียนไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกับคะแนนสอบของนักเรียน จากสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการเรียนการสอน และให้นักเรียนสามารถนำบทเรียนไปศึกษาต่อด้วยตนเองที่บ้านได้ หรือหากมีเวลาว่างก็สามารถเข้ามาใช้บริการที่ห้องคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน สาระการเรียนรู้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
      1. เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ       
      2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์

3. สมมติฐานการวิจัย
     ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ สูงกว่าก่อนเรียน

4. กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย
4.1 การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  
     ผู้วิจัยได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยยึดกรอบแนวคิดมาจากกระบวนการเรียนการสอนด้านการออกแบบการสอน และการออกแบบบทเรียนที่พัฒนาตามแนวคิดของ Alessi and Trollip อ้างใน ถนอมพร  เลาหจรัสแสง [5] ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนในการออกแบบการพัฒนาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ 7 ขั้นตอนดังนี้
      1. การเตรียมการ (Preparation) 
      2. การออกแบบ (Design Instruction)
      3. เขียนผังงาน (Flowchart Lesson)
      4. เขียนบทดำเนินเรื่อง (Storyboard)
      5. การสร้าง/เขียนโปรแกรม (Program Lesson)
      6. ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบบทเรียน (Produce Supporting Materials)
      7. ประเมินและแก้ไขบทเรียน (Evaluate and Revise)
4.2 การหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน  
     ผู้วิจัยได้นำแนวคิดการหาคุณภาพบทเรียนของไพโรจน์  ตีรณธนากุล และคณะ [6] มาเป็นกรอบแนวคิดในการหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วย 2 ด้าน ดังนี้
      1. เนื้อหา
      2. ด้านเทคนิคการผลิตสื่อ       
4.3 การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 
     การหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้วิจัยใช้หลักการหาประสิทธิภาพสื่อของ สมนึก  ภัททิยธนี [7] ดังต่อไปนี้
       1. ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1)
       2. ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)        
4.4 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 
     ผู้วิจัยได้นำแนวคิดในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ด้านพุทธิพิสัยของ Bloom (1972 อ้างอิงใน สุวรรณา  เบ็งทอง [8]) มาเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างแบบทดสอบจากการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งมีทั้งหมด 6 ด้าน แต่ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ตัวชี้วัดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 ตามโครงสร้างรายวิชาสามารถวัดได้     3 ด้าน  คือ               
      1. ด้านความรู้-ความจำ (Knowledge)                  
      2. ด้านความเข้าใจ (Comprehension)
      3. ด้านการนำไปใช (Application)  

5. ขอบเขตของงานวิจัย             
5.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง     
     ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยสมุทรปราการ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 6 ห้องเรียน 300 คน  
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยสมุทรปราการ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 1 ห้องเรียน 50 คน ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling)              
5.2 ตัวแปรที่ต้องการศึกษา   
      1. ตัวแปรตามสมมติฐาน  
         1.1 คุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
         1.2 ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
      2. ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประกอบด้วย   
      ตัวแปรต้น คือ การเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์    
      ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์         
5.3 ขอบเขตด้านเนื้อหา           
     เนื้อหาที่นำมาพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย 4 หน่วยการเรียน ดังต่อไปนี้
     หน่วยการเรียนที่ 1 ข้อมูลดิจิทัล
     หน่วยการเรียนที่ 2 ระบบเลขฐาน
     หน่วยการเรียนที่ 3 การแปลงค่าเลขฐาน
     หน่วยการเรียนที่ 4 การกระทำทางตรรกศาสตร์

6. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
     1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยหน่วยการเรียน 4 หน่วย ดังนี้ 1) ข้อมูลดิจิทัล 2) ระบบเลขฐาน 3) การแปลงค่าเลขฐาน 4) การกระทำทางตรรกศาสตร์   
     2. แบบประเมินคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ ประกอบด้วยแบบประเมินคุณภาพด้านเนื้อหา และด้านเทคนิคการผลิตสื่อ  
     3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนคือ ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดหรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน โดยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 ค่าความยากง่าย 0.24 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนก 0.20 - 0.52 และค่าความเชื่อมั่น 0.84

7. การเก็บรวบรวมข้อมูล
     การดำเนินการทดลองเพื่อการวิจัยมีขั้นตอนดังนี้
     1. ทดลองใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ กับนักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยสมุทรปราการ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ  
     2. ให้นักเรียนศึกษารายละเอียด ข้อควรปฏิบัติในการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและทำแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test)
     3. นักเรียนศึกษาเนื้อหาในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้ครบทุกหน่วยการเรียน
     4. เมื่อดำเนินการศึกษาบทเรียนครบทุกหน่วยการเรียนแล้ว ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test)
     5. นำผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียนมาเปรียบเทียบกัน โดยการทดสอบค่าที t-test แบบ Dependent samples  
             
8. การวิเคราะห์ข้อมูล
     ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติต่างๆ ดังนี้
     1. การวิเคราะห์หาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชวยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ได้จากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิด้านเนื้อหา และด้านเทคนิคการผลิตสื่อโดยใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S)
     2. การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชวยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2)             
     3. การวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ชวยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้สถิติการทดสอบที (t-test for dependent samples) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ .05
                  
9. ผลการวิจัย   
9.1 ผลการหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์

ตารางที่ 1 ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ จำแนกตามรายรวมและรายด้าน
รายการประเมินด้านเนื้อหา
S
ระดับคุณภาพ
  1. คุณภาพด้านเนื้อหา
4.30
0.24
ดี
  2. คุณภาพด้านเทคนิคการผลิตสื่อ
4.29
0.23
ดี
รวม
4.30
0.01
ดี
     จากตารางที่ 1 พบว่า ภาพรวมคุณภาพของบทเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี ( = 4.30, S = 0.01) เมื่อจำแนกเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเนื้อหา ( = 4.30) และด้านเทคนิคการผลิตสื่อ          ( = 4.29) อยู่ในระดับดี         
9.2 ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์  
    
ตารางที่ 2 คะแนนทดสอบระหว่างเรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
รายการ
คะแนนเต็ม
คะแนนที่ได้ (N=50)
เกณฑ์ร้อยล่ะ
คะแนนเฉลี่ย
ค่าเฉลี่ยร้อยล่ะ
การทดสอบระหว่างเรียน (E1)
25
16.88
84.40
80 (E1)
การทดสอบหลังเรียน (E2)
20
17.92
89.60
80 (E2)
*เกณฑ์ที่กำหนด E1/E2 (80/80)
     จากตารางที่ 2 พบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่สร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ E1 เท่ากับ 84.40 และ E2 เท่ากับ 89.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ E1/E2 คือไม่ต่ำกว่า 80/80        
9.3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์  

ตารางที่ 3  แสดงค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t และค่า p ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์
การทดสอบ
n
s
t
ก่อนเรียน
50
5.48
2.74
46.11**
หลังเรียน
50
17.92
1.34
**มีนัยสำคัญที่ระดับ .05 
     จากตารางที่ 4.4 พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การกระจายก่อนเรียน (c.v = 50.00) สูงกว่าค่าสัมประสิทธิ์การกระจายหลังเรียน (c.v. = 7.48 ) หมายความว่าเมื่อนักเรียน เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกระจายตัวต่ำกว่าก่อนเรียน
นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คือคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 5.48 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.74 และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.92 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.34 เมื่อทดสอบค่าทีคำนวณ เทียบกับค่าทีตาราง โดยกำหนดค่าวิกฤตเท่ากับ 0.05 ค่า df = 36 พบว่า ค่า t(คำนวณ) เท่ากับ 46.11 และ t(ตาราง) เท่ากับ 1.697  เมื่อเปรียบเทียบกันพบว่า t(คำนวณ) มากกว่า t(ตาราง)  สรุปว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 

10. อภิปรายผลการวิจัย
     1. ด้านการหาคุณภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยสมุทรปราการ พบว่า คุณภาพด้านเนื้อหาและด้านเทคนิคการผลิตสื่อ โดยภาพรวมมีคุณภาพอยู่ในระดับดี ( = 4.30, S = 0.01) เนื่องจากผู้วิจัยได้พัฒนาบทเรียนตามโครงสร้างที่ออกแบบไว้ มีการวิเคราะห์หลักสูตรและเนื้อหาบทเรียน กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ทำให้เนื้อหาและแบบทดสอบมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ออกแบบบทเรียนตามหลักการออกแบบสื่อการเรียนการสอน มีการเตรียมเนื้อหา ออกแบบบทเรียน เขียนผังงาน เขียนบทดำเนินเรื่อง สร้างบทเรียน ชึ่งประกอบด้วย เนื้อหา ภาพประกอบ ภาพเคลื่อนไหว โดยเนื้อหาบทเรียนมีความต่อเนื่องของหน่วยการเรียนรู้ การนำเสนอเนื้อหามีความเหมาะสมกับการเรียนรู้ การเกิดผลย้อนกลับของแบบฝึกหัดทันทีทันใด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Alessi and Trollip (อ้างใน ถนอมพร  เลาหจรัสแสง [5]) ได้กล่าว่า การออกแบบการพัฒนาบทเรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มี 7 ขั้นตอนดังนี้ 1) การเตรียมการ (Preparation)  2) การออกแบบ (Design Instruction)  3) เขียนผังงาน (Flowchart Lesson)  4) เขียนบทดำเนินเรื่อง (Storyboard)  5) การสร้าง/เขียนโปรแกรม (Program Lesson)  6) ขั้นตอนการผลิตเอกสารประกอบบทเรียน (Produce Supporting Materials)  7) ประเมินและแก้ไขบทเรียน (Evaluate and Revise)  และสอดคล้องกับแนวคิดของพรเทพ  เมืองแมน [12] กล่าวว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถนำเสนอบทเรียนได้ทั้งข้อความ กราฟิก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์และเสียง ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์(Interaction) พร้อมทั้งได้รับผลย้อนกลับ (Feedback) อย่างทันทีทันใด รวมทั้งสามารถประเมินและตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา และสอดคล้องกับงานวิจัยของนิพันธ์ ฤทธิเดช [13] ได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การอัพเกรดซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือแอลจี สำหรับช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือบริษัท แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย จำกัด ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การอัพเกรดซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือแอลจี มีคุณภาพเฉลี่ยด้านเนื้อหาและด้านเทคนิคการผลิตสื่ออยู่ในระดับดีมาก ( = 4.60, S = 0.39) เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างขึ้น ได้ยึดขั้นตอนการหาคุณภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งเป็นการตรวจสอบคุณภาพสื่อ การนำเสนอบนหน้าจอ ความสมบูรณ์ในการเชื่อมโยงเนื้อหาและเทคนิคอื่นๆ จึงส่งผลให้มีคุณภาพด้านเนื้อหาและด้านเทคนิคการผลิตสื่ออยู่ในระดับดีมาก
     2. ด้านการหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยสมุทรปราการ พบว่าผลสัมฤทธิ์ระหว่างเรียน และหลังเรียนของนักเรียนเท่ากับ 84.40/89.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เนื่องจากผู้วิจัยได้ศึกษาขั้นตอนการหาประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใช้ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยเริ่มจากการทดลองใช้ในขั้นหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One Testing) จำนวน 3 คน โดยใช้เด็กอ่อน ปานกลาง และเด็กเก่ง ศึกษาถึงข้อบกพร่องที่ควรแก้ไขในด้านสำนวนภาษา กราฟิกที่ใช้ ความเหมาะสมของระยะเวลาที่กำหนดในบทเรียนและข้อเสนอแนะอื่นๆและนำไปปรับปรุงแก้ไข ทดลองในขั้นทดลองกับกลุ่มเล็ก(Small Group Testing) จำนวน 9 คน โดยคละนักเรียนที่เก่ง ปานกลาง อ่อน ศึกษาถึงความเหมาะสมของบทเรียน การใช้ภาษาในบทเรียน นักเรียนมีความเข้าใจที่ตรงกันหรือไม่ ภาษาที่ใช้มีความคลุมเครือหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้มีความเหมาะสมหรือไม่ นำข้อมูลที่ได้ในขั้นตอนนี้ไปปรับปรุงแก้ไขบทเรียนให้ดีขึ้น และทดลองในขั้นทดสอบกับกลุ่มใหญ่ (Field Testing) ซึ่งเป็นนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน นำผลการทำแบบทดสอบระหว่างเรียนและผลการทดสอบหลังเรียนด้วยบทเรียนไปวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของสื่อ (E1/E2) ซึ่งสอดคล้องกับขั้นตอนการหาประสิทธิภาพของ สมนึก ภัททิยธนี [13] และสอดคล้องกับแนวคิดของ กมลรัตน์  สมใจ [14] ที่กล่าวไว้ว่าการหาประสิทธิภาพของบทเรียน คือ การตรวจสอบดูว่าบทเรียนมีคุณภาพหรือไม่ โดยการนำบทเรียนที่สร้างขึ้นไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายขนาดต่างๆ ก่อนนำไปใช้จริงตามลำดับขั้นตอน และสอดคล้องกับงานวิจัยของนพดล จักรแก้ว [15] ได้ทำการพัฒนาบทเรียนผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเพื่อการทบทวน เรื่อง ภาษาซี วิชา การเขียนโปรแกรมเชิงโครงสร้าง พบว่าบทเรียนผ่านเครือช่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อทบทวนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/83.56 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เนื่องจากผู้วิจัยได้มีการทดสอบขั้นตอนการหาประสิทธิภาพหลายขั้นตอน โดยเริ่มจากการทดลองเบื้องต้นแบบหนึ่งต่อหนึ่งกับผู้เรียน จำนวน 3 และทดลองแบบกลุ่มย่อยกับผู้เรียน จำนวน 6 คน แล้วนำไปทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่างที่กำหนด สอดคล้องกับงานวิจัยของนภมณ สากุล [16] ได้ทำการศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กรรมวิธีการผลิตโลหะเหล็ก โดยผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กรรมวิธีการผลิตโลหะเหล็ก มีประสิทธิภาพของบทเรียนเท่ากับ 87.29/85.25 ซึ่งมีประสิทธิภาพตามตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80:80 เนื่องจากผู้วิจัยได้นำบทเรียนไปหาประสิทธิภาพจากการทดลองกับนักเรียน 3 คน โดยเป็นการทดลองกับนักเรียนที่อ่อนแล้วนำไปปรับใช้กับผู้เรียนปานกลางและเก่งตามลำดับคำนวณหาประสิทธิภาพและปรับปรุงให้ดีขึ้นก่อนนำไปทดลองในขั้นตอนแบบกลุ่ม ซึ่งเป็นการทดลองกับนักเรียนจำนวน 6 คน โดยจะมีทั้งนักเรียนเก่งและอ่อนคละกันในกลุ่มแล้วทำการปรับปรุง จากนั้นนำบทเรียนไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมิน และนำไปทดลองภาคสนามซึ่งเป็นการทดลองครั้งสุดท้าย
     3. ด้านการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยสมุทรปราการ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( =17.92, S=1.34) สูงกว่าก่อนเรียน ( =5.48, S=2.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นมามีการวางแผนอย่างมีขั้นตอน แนะนำการใช้บทเรียน บอกวัตถุประสงค์การเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนเรียน มีการนำเสนอเนื้อหาและรูปภาพที่สอดคล้อง ทำให้เกิดการกระตุ้นนักเรียนให้อยากเรียนรู้ ไม่เบื่อหน่ายที่จะเรียน เพราะการเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนทำให้นักเรียนได้สัมผัสและมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนจากคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา สอดคล้องกับยุธทวี ทองโอเอี่ยม[17] ได้ทำการศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบแก้ปัญหา เรื่อง การเขียนโปรแกรมภาษาแลดเดอร์ไดอะแกรม สำหรับโปรแกรมเมเปิลลอจิกคอนโทรลเลอร์ พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบแก้ปัญหา ( = 83.71, S.D. = 6.65) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบแก้ปัญหา ( = 57.43, S.D. = 8.48) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 เนื่องจากผู้วิจัยได้พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบแก้ปัญหาฯ ตามกรอบแนวคิดของ Robert M. Gagne’ โดยเร้าความสนใจของผู้เรียน บอกวัตถุประสงค์ ทบทวนความรู้เดิม นำเสนอเนื้อหาใหม่ ชี้แนะแนวทางการเรียนรู้ กระตุ้นตอบสองบทเรียน และให้ข้อมูลย้อนกลับ  การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผู้วิจัยได้วิเคราะห์ถึงหลักเกณฑ์ดังนี้ เนื้อหาหรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้นจะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้ วัดให้ตรงกับจุดประสงค์ทุกอย่างของการสอน ครูควรจะทราบว่าก่อนเรียนนักเรียนมีความรู้ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่โดยการทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นเครื่องช่วยพัฒนาการสอนของครู และเป็นเครื่องช่วยในการเรียนของนักเรียน ใช้คำถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาและวัตถุประสงค์ที่วัด แบบทดสอบต้องมีความเหมาะสมกับนักเรียน มีความยากง่ายพอเหมาะ สอดคล้องกับแนวความคิดของสิริพร ทิพย์คง[18] และพิชิต ฤทธิ์จรูญ[19] กล่าวว่า ข้อสอบที่ยากเกินความสามารถของนักเรียนจะตอบได้นั้นก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่สามารถจำแนกนักเรียนได้ว่าใครเก่งใครอ่อน ในทางตรงกันข้ามถ้าข้อสอบง่ายเกินไปนักเรียนตอบได้หมด ก็ไม่สามารถจำแนกได้เช่นกัน ฉะนั้นข้อสอบที่ดีควรมีความยากง่ายพอเหมาะ ไม่ยากเกินไปไม่ง่ายเกินไป

11. ข้อเสนอแนะ
11.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
     1. นักเรียนควรมีความรู้พื้นฐานทางด้านคอมพิวเตอร์ ก่อนเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อประสิทธิภาพในการเรียนบทเรียน
     2. นักเรียนสามารถศึกษาความรู้ด้วยตัวเองเพื่อทบทวนได้โดยไม่จำกัดเวลา และสถานที่ ซึ่งจะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 
    3. ผู้บริหารโรงเรียนควรสนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนการสอนต่อไป   
11.2 ข้อแนะนำในการวิจัยครั้งต่อไป
     1. ควรมีการออกแบบและสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบอื่นๆ เช่น แบบการฝึกหัด (Drill and Practice), แบบเกมเพื่อการสอน (Instructionl Game), แบบการทดสอบ (Testing)  
     2. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ระหว่างการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีผู้ดูแลกับการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ไม่มีผู้ดูแล
     3. ควรมีการนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนี้ไปทดลองเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับสื่อชนิดอื่น

12. กิตติกรรมประกาศ
     งานวิจัยครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ก็ด้วยความอนุเคราะห์จาก ดร.บุญจันทร์ สีสันต์ และผศ.ดร.ทนงศักดิ์ โสวจัสสตากุล ที่ได้กรุณาให้คำแนะนำและช่วยตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆจนงานวิจัยนี้เสร็จสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณ คณาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่กรุณาตรวจสอบและแนะนำเพื่อการปรับปรุง ทั้งด้านเนื้อหาและด้านเทคนิคการผลิตสื่อ จนงานวิจัยเสร็จสมบูรณ์

13. เอกสารอ้างอิง 
[1]     กระทรวงศึกษาธิการ. 2555. แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่สิบเอ็ด พ.. 2555-2559.  กรุงเทพฯ : สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำกัด.     
[2]     มนต์ชัย เทียนทอง. 2545. การออกแบบและพัฒนาคอร์สแวร์สาหรับบทเรียนคอมพิวเตอร์ชวยสอน. กรุงเทพฯ : ภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.    
[3]     ถนอมพร  เลาหจรัสแสง. 2541. หลักการออกแบบและการสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยโปรแกรม Multimedia ToolBook. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ : บริษัท วงกมล โพรดักชันจำกัด 
[4]     ไพโรจน์  ตีรณธนากุล และคณะ. 2546. การออกแบบและการผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์การสอนสำหรับ e-Learning. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ.
[5]     สมนึก ภัททิยธนี. 2553. พื้นฐานการวิจัยการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่6. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์     
[6]     สุวรรณา  เบ็งทอง. 2549. การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อการทบทวนวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี   1 เรื่องส่วนประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์ (คอมพิวเตอร์) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.  
[7]    พรเทพ  เมืองแมน. 2544. การออกแบบและพัฒนาCAI multimedia ด้วย Authorware. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น.
[8]    นิพัทธ์ ฤทธิเดช. 2557. “พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง การอัพเกรดซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือแอลจี สำหรับช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือบริษัท แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทย จำกัด วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์(คอมพิวเตอร์) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
[9]    กมลรัตน์  สมใจ. 2546. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้ เรื่องการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์สถาบันราชภัฏวิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
[10]    นภดล จักรแก้ว. 2556. การพัฒนาบทเรียนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการทบทวน เรื่อง ภาษาซี วิชา การเขียนโปรแกรมเชิงโครงสร้าง วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์ (คอมพิวเตอร์) คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.       
[11]    นภมณ สากุล. 2553. “บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง กรรมวิธีการผลิตโลหะเหล็ก วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาทางการอาชีวและเทคนิคศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
[12]    ยุธทวี ทองโอเอี่ยม. 2556. “บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบแก้ปัญหา เรื่อง การเขียนโปรแกรมภาษาแลดเดอร์ไดอะแกรม สำหรับโปรแกรมเมเปิลลอจิกคอนโทรลเลอร์ วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต (วิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร) สาขาวิชาครุศาสตร์วิศวกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
[13]    สิริพร ทิพย์คง. 2545. หลักสูตรการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ
[14]    พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2545. หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : เฮาส ออฟเคอรมิสท.