|
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ระบบการศึกษาไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้วิชาความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในอนาคต บุคลากรของชาติทุกคนควรต้องมีความรู้ความสามารถทางการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์
เพื่อรับความก้าวหน้าที่กำลังจะมาถึง และที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาโดยการปฏิรูปการศึกษา
เน้นความสำคัญทางด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในวงการศึกษา โดยการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในระดับโรงเรียนมากขึ้น
หลายสถาบันการศึกษาได้มีการสร้างหลักสูตรให้กับนักเรียนนักศึกษา ได้ทำการศึกษาในวิชาคอมพิวเตอร์
โดยกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ จึงมีการปรับปรุงรายวิชาคอมพิวเตอร์ทั้งในหลักสูตรของชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
และหลักสูตรของชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการปรับปรุงรายวิชาคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
เพื่อเป็นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในอนาคต เพราะถ้าการศึกษาได้วางรากฐานที่ดีต่อการเรียนคอมพิวเตอร์แล้ว
ก็จะมีผลโดยตรงต่อนักเรียน นักศึกษาที่สามารถหาความรู้ได้อย่างกว้างขวางมากมายอย่างไม่จำกัดในโลกยุคปัจจุบันนี้
เราจึงควรมีการจัดการเรียนการสอนในวิชาคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เพื่อที่จะได้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ให้ได้มากที่สุด
ซึ่งโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ
สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ
ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาและส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาโดยตลอด
และได้พัฒนาการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง และทุกปีการศึกษาโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ
สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ มีกิจกรรมมากมาย และประกอบกับมีวันหยุดนักขัตฤกษ์มากเช่นเดียวกัน
ทำให้นักเรียนมีเวลาเรียนได้ไม่เต็มที่เพราะมีนักเรียนบางส่วนที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
กิจกรรมกรีฑา
ซึ่งผู้วิจัยมองเห็นถึงปัญหาในข้อนี้ว่าหากเวลาเรียนไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน
ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกับคะแนนสอบของนักเรียน จากสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว
จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะพัฒนาพัฒนาสื่อการเรียนการสอน E-Book เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการเรียนการสอน
และให้นักเรียนสามารถนำสื่อไปศึกษาต่อด้วยตนเองที่บ้านได้
หรือหากมีเวลาว่างก็สามารถเข้ามาใช้บริการที่ห้องคอมพิวเตอร์ได้
ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน
สาระการเรียนรู้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์ในการวิจัย
1.เพื่อสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบของ
E-Book รายวิชาเทคโนโลยี 1 เรื่อง
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ
2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบของ
E-Book เรื่อง
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
สมมติฐานสำหรับการวิจัย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book สูงกว่าก่อนการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book
ขอบเขตของการวิจัย
1.ในการวิจัยพัฒนาครั้งนี้เป็นการสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
E-Book รายวิชาเทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ
สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
2560 จำนวน 46 คน
นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย
1.สื่อการเรียนการสอน E-Book
หมายถึง สื่อการเรียนการสอน E-Book รายวิชาเทคโนโลยี1
เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทอสอบก่อนและหลังเรียน
เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นและได้รับการตรวจสอบคุณภาพแล้ว
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย
1.สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน
E-Book ในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 ให้สูงขึ้นได้
2.สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน
E-Book สอนซ่อมเสริมแทนผู้สอนหรือใช้ในเวลาที่ผู้สอนไม่สามารถเข้าสอนได้
โดยผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
3.ผู้สอนได้มีโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
และมีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น
4.เป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนที่สอนวิชาคอมพิวเตอร์
โดยสามารถนำสื่อการเรียนการสอน E-Book นี้
ไปใช้สอนในโรงเรียนอื่นๆได้
5.ความรู้ที่ได้จากการวิจัยจะเป็นประโยชน์สำหรับครูผู้สอน
หรือผู้สนใจที่จะทำการวิจัยและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน E-Book ต่อไป
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 2
ความหมายของสื่อการเรียนการสอน
E-Book
ในการวิจัย
สื่อการเรียนการสอน E-Book
หมายถึง สื่อการเรียนการสอนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
ที่จัดทำโดยใช้โปรแกรม FlipAlbum 5 Pro โดยการนำบทเรียนต่างๆ
มาจัดเรียนไว้ให้เป็นหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการศึกษา
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ตามความสนใจ สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง
ไม่ต้องให้ครูสอนหรืออธิบายให้ฟัง
หรือสามารถมาศึกษานอกเวลาเพิ่มเติมได้อีกครั้งหลังจากเรียนไปแล้ว
ความมุ่งหมายในการจัดทำสื่อการเรียนการสอน
E-Book
ในการวิจัย
1.เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความต้องการและความสนใจ
2.เพื่อให้นักเรียนที่เรียนช้าไม่รู้สึกกังวล
3.เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
E-Book
รูปแบบใหม่ในการอ่านหนังสือ
E-book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คำนี้อาจจะเป็นคำใหม่ในความรู้สึกของหลาย ๆ คน
แต่ อีกไม่นานจะเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านทั้งหลาย โดยเฉพาะในวงการห้องสมุดซึ่งในอนาคตจะมีการเปลี่ยน
แปลงรูปแบบให้เป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสมุดดิจิตัลและห้องสมุดเสมือน เทคโนโลยีนี้ก็คง
เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำมาให้บริการกับผู้ใช้ ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับรูปแบบของ
หนังสือก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องโยนหนังสือทิ้งไปแล้วหันมาใช้เทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นแทนที่เพราะเราก็ไม่
ทราบว่าเมื่อไหร่เทคโนโลยีนี้จะเป็นที่นิยมและยอมรับอย่างแพร่หลาย และถึงแม้ว่าหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ในวงการหนังสือ แต่หนังสือก็ยังมีคุณค่าต่อมนุษย์ในหลาย
ๆ ด้าน ดังมีคำยกย่องเกี่ยวกับหนังสือจาก Tony Cawkell ว่าหนังสือจะยังคงมีการจัดพิมพ์อีกหลาย
ปี และมีความจริงว่าการได้พบหน้ากันระหว่างหนังสือกับผู้อ่านจะมีความสัมพันธ์กับมนุษย์มากกว่าการ
ใช้เครื่องจักร ซึ่งจะมีคำที่เกี่ยวข้องกัน 2 คำ
คือการถ่ายโอนข้อมูล และพฤติกรรมของมนุษย์ หากมอง โดยผ่านๆ จะพบว่าการอ่านหนังสือ
การสแกนหัวข้อข่าว การประเมินคุณค่ารูปภาพหรือภาพวาด เป็น
การหาความบันเทิงที่มีความสุขจากแผ่นกระดาษ และยังสามารถจะเขียนข้อความอื่น ๆ
ลงไปได้อีก สามารถนำติดตัวได้ อ่านบนเครื่องบิน รถไฟ ในห้องน้ำก็ได้
และมองดูสวยเมื่ออยู่บนชั้น ให้เป็นของ ขวัญกับคนที่รักได้
(นางสาวอาภรณ์
ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-Book)
ได้มีผู้ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ไว้หลายความหมาย ได้แก่ เป็นคำเฉพาะที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งพิมพ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และมัลติมีเดีย
โดย เฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical
disc) เช่น ซีดีรอม และซีดีไอ และเป็น ซอฟต์แวร์ (ในรูปของดิสก์ขนาด 8 ซม.) เป็นคำที่ใช้ในการอธิบายตัวอักษรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหนังสือ
อยู่ในรูปแบบดิจิตัล โดยแสดงให้เห็นบนจอคอมพิวเตอร์ เป็นหนังสือถูกนำมาจัดพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอล
ไม่บังคับการพิมพ์ และการเข้าเล่ม แผ่นซีดีรอมสามารถจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมากในรูปแบบของตัวอักษร
ทั้งลักษณะภาพ ดิจิตอล ภาพอนิเมชั่น วิดีโอ ภาพเลื่อนไหวต่อเนื่อง คำพูด
เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆ ที่ประกอบตัว อักษรเหล่านั้น
มูลค่าของการจำลองลงบนแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical disc) เพียงแค่เป็นเศษส่วน
ของการจัดพิมพ์และการห่อหนังสือในขณะที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์ในการอ่านหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ และขณะนี้มีราคาหลายระดับ ลักษณะของซอฟต์แวร์ที่เพิ่มเป็นแบบไฮเปอร์มีเดีย
(Hypermedia) สามารถแสดงผลของการค้นหาตัวอักษรได้
เชื่อมต่อกับไฮเปอร์เท็กซ์ มีคำแนะนำที่ สามารถอธิบายศัพท์เป็นระบบออนไลน์
และอาจมีหมายเหตุตรงขอบ เป็นต้น (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
วิวัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
ได้มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาหรือวิวัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่าความคิดใน
เรื่องหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ปรากฏในนิยายทางวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ภายหลังปี ค.ศ. 1940 เป็นหลัก การใหม่ของคอมพิวเตอร์ตามแบบแผน IBM
มีผลิตภัณฑ์ คือ Book Master เนื้อหาหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ในปี 1980 และก่อนปี 1990 ในช่วงแรก มี 2 ส่วน คือ เรื่องเกี่ยวกับคู่มืออ้างอิง
และการ ศึกษาบันเทิง งานที่เกี่ยวกับอ้างอิงมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ
พร้อม ๆ กับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน เช่น Silicon Graphics , Novell และผู้ผลิตได้ผลิตคู่มือ Dynatext ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
จำนวน 12 ชื่อ ตามรูปแบบเทคโนโลยีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และในช่วงสิบปีมานี้ก็ได้เห็นความพยายามที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามา
จำหน่ายในโลกแห่งความจริง แต่ส่วนมากก็ล้มเหลว แต่ก็มีบ้างที่ยังพอยู่ในตลาด เช่น
Book man หรือ Franklin Bookman ซี่งการใช้งานยังคงห่างไกลที่จะเข้ามาเชื่อมโยงในตลาดกระแสแมนสตีมได้
ปัญหา ของอุปกรณ์เหล่านี้ก็คือ จอภาพขนาดเล็กที่สามารถอ่านออกได้ยาก อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ค่อนข้าง
สั้น อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีในการแปลงรหัส (encryption) เพื่อป้องกันข้อมูลของผู้พิมพ์ในเรื่องของ
ลิขสิทธิ์ของตัวอักษร อีกทั้งวิธีจัดจำหน่ายและแสดงผลต่างๆ กันก็ยังไม่สะดวกต่อผู้ใช้
อย่างเช่นการใช้ แผ่นซีดีรอมหรือตลับบรรจุแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (นางสาวอาภรณ์
ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
พัฒนาการอันหนึ่งที่ได้เขามามีส่วนช่วยให้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เกิดการรุดหน้าเร็วขึ้นจน
สามารถบรรลุผลในการเป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบก็คือ แล็บท็อปคอมพิวเตอร์ นั่นก็คือการนำบางส่วน
ของแล็บท็อป เช่น สกรีน มาใช้ในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญก็คือ
ในระยะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ราคาของ ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ได้ลดลงไปมาก จนทำให้การผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีคุณภาพสูง
นอก จากนี้การบูมของอินเตอร์เน็ตก็ได้เข้ามาทำให้มนุษย์สามารถส่งสิ่งที่เป็นเอกสารหรือหนังสือได้คราวละ
มาก ๆ โดยอาศัยอินเทอร์เน็ตและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย และไม่ต้องมีดิสก์เก็ตหรือการ์ดสำหรับการใช้
ในการเก็บข้อมูล เช่น นวนิยาย หรือเอกสารตำรา
ในกรณีที่มีผู้เกรงว่าจะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการ อาศัยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการรับส่งหนังสือ
ตำรา หรือนวนิยายนั้น ก็สามารถป้องกัน ได้ด้วยการใช้รหัส (encryption) เพื่อไม่ให้บรรดาผู้ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้ไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ในการแจกจ่ายเนื้อหาในหนังสือนวนิยายหรือตำรา
โดยไม่ต้องไปซื้อหามา อนึ่ง หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้อาศัยหลักการที่ว่าจะนำเทคโนโลยีที่มีความบางเบามากๆ
มาใช้ เช่น สกรีน โดยจะละ ทิ้งทุกสิ่งในแล็บท็อปที่มีน้ำหนักมาก เช่น โปรเซสเซอร์แบบเฮฟวี่ดิวตี้
งานพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มุ่งหนักไปในเรื่องของความบางเบาและการพิมพ์ทุกอย่างลงบนแผ่นพลาสติกหรือสิ่งอื่นใดที่จะนำ
มาทำหน้าที่คล้ายกับกระดาษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อันหมายถึงการพิมพ์ตั้งแต่สิ่งที่เป็นวงจรทาง
อิเล็กทรอนิกส์จนถึงสิ่งอื่นๆ เช่น หน่วยความจำสำรอง (ภายในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะไม่มีซีพียู)
ลงบน แผ่นบางๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อันเนื่องจากต้องการประหยัดน้ำ
หนัก นอกจากนี้ลักษณะที่กล่าวมาของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังมีส่วนที่เรียกว่าเนื้อหาด้วยซึ่งเนื้อหา
ในที่นี้ได้มีกล่าวไว้ว่า เนื้อหา (content) เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ประโยชน์บนเครือข่ายมีความสามารถในการส่งสัญญาณเสียงการแพร่กระจายของวัสดุ
(นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
ลักษณะและรูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
หัวใจของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
คือ "แผ่นจานข้อมูลแสง" หรือ ซีดีรอม แผ่นดิสก์ดังกล่าวจะเก็บ
ข้อมูลในรูปแบบเดียวกับแผ่นซีดีที่ใช้บันทึกเพลง คือแต่ละจุดที่บันทึกอยู่บนแผ่นดิสก์จะใช้แทนจำนวน
ข้อมูล และจุดเหล่านี้สามารถอ่านค่าด้วยแสงเลเซอร์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดพกพาติดตัวได้เปิด
โฉมเมื่อไม่นานนี้ด้วยสนนราคา 300 ปอนด์
ประกอบด้วยตัวเครื่องขนาดกระทัดรัดเหมาะมือ มีคีย์บอร์ด ขนาดเล็กเท่าหน้าปัดนาฬิกา
จอมีขนาด 6 ตารางเซ็นติเมตร และมีช่องสำหรับใส่แผ่นดิสก์
1 ช่อง ความสามารถที่เป็นจุดเด่นของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คือความสามารถในการใช้งานข้อมูลที่บรรจุอยู่ใน
แผ่นดิสก์แบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ คือสามารถใช้งานในรูปของตัวอักษรและกราฟิก
หรือที่เรียกว่าแบบ ไฮเปอร์เท็กซ์ แต่ก็มีจุดอ่อนในตัวเองเหมือนกัน
เมื่อมีข้อมูลมากจึงทำให้มีขนาดใหญ่และหนักกว่า หนังสือที่เป็นกระดาษ
และเปลืองไฟมาก ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และ
ใช้พลังงานน้อย จอมีขนาดเล็กกว่าจอโทรทัศน์ทั่วไปจึงทำให้เกิดอาการเคืองตาและเหนื่อยเป็นอย่างมาก
หากต้องอ่านนาน ๆ (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
รูปแบบ
E-Book
สำหรับในอนาคต
ในขณะที่สถานการณ์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ดูจะไม่ราบรื่นแบบโรยด้วยกลีบกุหลาบสักเท่าไร
ปัญหาในทางปฏิบัติบางอย่างก็ยังรอคอยการแก้ไขอยู่ ทั้งขนาดที่ต้องให้พกพาได้โดยสะดวก
และยังต้อง ให้อ่านได้ง่ายเท่า ๆ กับหนังสือแบบเก่าที่ทำด้วยกระดาษ
นอกจากนี้ก็มีเรื่องของราคาที่ยังแตกต่างกัน อยู่เป็นอย่างมาก ดังนั้น คงจะต้องรอการพัฒนาอีกสักระยะหนึ่งให้ขนาดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ลดลงจนเท่ากับพ็อกเก็ตบุ๊ค รวมทั้งสามารถควบคุมคำสั่งผ่านปากกาควบคุมแบบเดียวกับที่เครื่อง
คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันทำได้เสียก่อน สารนิเทศเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันได้ มีความสำคัญในชีวิตของคนเรา
ตัวบุคคลจะใช้เป็นแหล่งสร้างความรู้ในสมองของตน ขึ้นกับความต้องการเฉพาะเรื่องและตามความ
สนใจบุคคลต่างกันก็ใช้แหล่งความรู้ที่มีอยู่ในโลกต่างกัน การเข้าใกล้ชิดกับเอกสารตีพิมพ์เป็นตัวเล่มก็มี
ระดับที่ขยายกว้างอยู่ เช่น หนังสือก็เป็นทรัพยากรทั่วไปที่คนยังใช้กันอยู่
แต่ในปัจจุบันมีความสนในที่จะ ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และเอกสารออนไลน์อื่นๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเผยแพร่สารนิเทศและเข้าถึงได้ทั่วโลก
ซึ่ง เอกสารสามารถใช้โดยการผ่านสถานีได้ เช่น เครือข่ายและคอมพิวเตอร์แบบ Palmtop ถึงแม้ว่าการใช้ แบบหิ้ว สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
สื่อที่จัดพิมพ์จะมีความสำคัญ มีการใช้ต่อไปเพื่อประโยชน์ และความ สะดวกสบาย ในอนาคตเราต้องการกลยุทธ์ของสื่อเพิ่มขึ้น
ซึ่งจะทำให้สารนิเทศมีการเปลี่ยนแปลงจาก เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งไปสู่ความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กำลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไปในทุกสาขาอาชีพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับหนังสือทั้งหลาย เช่น บรรณารักษ์ ผู้จัดพิมพ์หนังสือ หรืออาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับ
สารนิเทศ เป็นต้น ทางบริษัทผู้จัดจำหน่ายก็ได้แต่หวังว่าให้ราคาของฮาร์ดแวร์มีราคาที่ถูกลงเพราะหาก
ว่าเป็นอย่างนั้น ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้อ่านจะหันมาสนใจอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
แต่ เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ในอนาคตตลาดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กำลังถูก
ประเมินค่าจะเข้าแทนที่หนังสือตัวเล่มได้หรือไม่และเมื่อไร และจะสามารถเอาชนะใจหนอนหนังสือทั้ง
หลายได้หรือไม่นั้น คำตอบนี้คงไม่มีใครตอบได้แน่นอน
แต่คิดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการหรือการคิด ค้นรูปแบบใหม่และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความสะดวกในการอ่านให้มากขึ้น
และจะทำอย่างให้นักอ่าน ทั้งหลายเห็นถึงสิ่งที่น่าสนใจในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
แต่คิดว่าในฐานะที่เป็นนักอ่านคนหนึ่งก็ คงต้องใช้เวลาในการยอมรับลักษณะของหนังสือที่เคยคุ้นชินมาแต่เกิด
และในฐานะที่เป็นบรรณารักษ์ ที่ต้องสัมผัสกับทรัพยากรสารนิเทศทุกประเภท คิดว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ที่
อยู่ในแวดวงจะต้องใช้บริการ แต่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ไม่สามารถตอบได้ เพราะหากจะให้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาแทนที่หนังสือจริงๆ ก็คงต้องให้นักอ่านทั้งหลายเกิดความรู้สึกเหมือนกับอ่าน
หนังสือจริง แต่มีความสะดวกสบายในการอ่านมากกว่า (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
การศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัย เรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
Development of
Computer-Assisted Instruction Program on "Man and Natural Resources"
for Matthayom Suksa Four Students
ผู้วิจัย กฤษฎี พวงรอด, Kritsadee
Phuangrod, ศษ.ม. (เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา),
2544
ผลการวิจัย
1.
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ ที่พัฒนาขึ้นทั้ง 3
เรื่องมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน
80/80 ดังนี้
เรื่องที่
1
เรื่องมนุษย์กับพลังงาน โดย 80 ตัวแรก
มีประสิทธิภาพร้อยละ 83.25 สำหรับ 80
ตัวหลัง
มีประสิทธิภาพร้อยละ 80 ถึง 90
เรื่องที่
2 เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรน้ำ โดย 80 ตัวแรก
มีประสิทธิภาพร้อยละ 84.25
สำหรับ
80 ตัวหลัง มีประสิทธิภาพร้อยละ 80 ถึง 90
เรื่องที่
3 เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรป่าไม้ โดย 80 ตัวแรก
มีประสิทธิภาพร้อยละ 86.25
สำหรับ
80 ตัวหลัง มีประสิทธิภาพร้อยละ 80 ถึง 90
2.
จากการสังเกตระหว่างการทดลอง ผู้วิจัยพบว่าผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่อง มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ มีความพอใจ ตั้งใจเรียนมาก พร้อมทั้งผู้เรียนมีความสนุกสนาน
กระตือรือร้นกับการเรียน ไม่มีความตึงเครียดกับการเรียน นอกจากนี้จากการพูดคุยซักถามผู้เรียนส่วนใหญ่ขอบเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ข้อเสนอแนะ
1.
ควรที่จะมีการนำเอาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจและเกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนมากขึ้น
2.
ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ต้องสร้างตามขั้นตอนการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามกระบวนการทุกขันตอน
เพื่อที่จะได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์และถูกต้อง
3.
ในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ควรจะพบเพื่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในด้านเนื้อหา
ด้านการออกแบบการสอน และด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่เสมอๆ
เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ฝ่าย มีส่วนสำคัญในการทำให้การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพในการเรียนการสอน
4.
ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ควรมีการนำโปรแกรมที่ใช้งานง่ายและมีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวก
Authoring System เช่น โปรแกรมออโตแวร์ ไดเร็กเตอร์ หรือมัลติมีเดียทูลบุคมาใช้ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์
เพื่อที่จะให้สามารถนำโปรกรมเหล่านี้มาใช้ในการผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาต่างๆ
ได้อย่างง่ายและสะดวกต่อการใช้
5.
ในการเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ไม่ควรที่จะมีการเรียนนานเกินไป คือควรที่จะมีเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายกับการเรียน
6.
ควรมีการวิจัยเขิงพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในวิชาวิทยาศาสตร์
และวิชาอื่นๆ ด้วย โดยนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใช้จริงในการเรียนการสอน มีการทดสอบก่อนและหลังเรียนกับกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเพื่อที่จะดูว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้พัฒนาขึ้นสามารถพัฒนาผู้เรียนในการเรียนการสอนได้หรือไม่
จากการศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยสอนรายวิชาต่างๆ
โดยการผลิตสื่อการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีบทบาทความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น
ดังนั้นผู้วิจัยจึงคาดหวังว่าสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Book ที่สร้างขึ้นนี้จะมีส่วนช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ผู้วิจัยจะทำการศึกษาดีขึ้นเช่นกัน
วิธีดำเนินการวิจัย
บทที่ 3
1.เทคนิคที่ใช้ในการวิจัย
ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experiment)
รูปแบบของการวิจัยโดยใช้กลุ่มเดียว (One group, Pretest
Posttest design) มีลักษณะของการทดสอบนักเรียนก่อนเรียน (Pretest)
และการทดสอบหลังเรียน (Posttest)
ขั้นตอนของการดำเนินการวิจัยมีดังนี้
1.1
ศึกษาหลักสูตร คำอธิบายรายวิชา
จุดประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชา เทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
1.2
จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา
เทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
1.3
สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
1.4
จัดทำสื่อการเรียนการสอน E-Book เพื่อใช้ในกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้
1.5
ดำเนินกิจกรรมตามกระบวนการเรียนรู้ตามลำดับ
ดังนี้
1.
ทดสอบก่อนเรียน (Pretest)
2.
จัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้
3.
ทดสอบหลังเรียน (Posttest)
1.6
วิเคราะห์ผลการทดสอบด้วยวิธีการทางสถิติโดยใช้ค่าสถิติ
ดังนี้
1.
ค่าเฉลี่ย ( ) เพื่อหาระดับคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน
2.
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อหาค่าการกระจายของคะแนนของนักเรียน
3.
ค่า t-test (Dependent)
สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกันเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
4.
ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการสอนของครู
2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย
สมุทรปราการวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 46 คน
3.
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง
มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20
ข้อ ครอบคลุมเนื้อหาสาระตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้
ผู้วิจัยได้ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ ได้แก่ ความตรง ความเป็นปรนัย ความเชื่อมั่น
อำนาจจำแนก และความยากง่าย
4.
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยครั้งนี้ใช้ค่าสถิติ
สำหรับการทดสอบสมมติฐานการวิจัย ดังนี้
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ใช้ในการวิเคราะห์การกระจายของคะแนน
ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) ใช้ตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพการสอนของครูผู้สอน
ค่า t-test (Dependent) ใช้ในการทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 4
จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรายวิชา
เทคโนโลยี1 เรื่อง
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คน ปรากฏดังตารางดังต่อไปนี้
ตารางที่ 4.1 การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรายวิชา
เทคโนโลยี1 เรื่อง
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
|
นักเรียนคนที่
|
การทดสอบ
|
|
|
|
|
ก่อนเรียน 20 คะแนน
|
หลังเรียน 20 คะแนน
|
|||
|
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
|
6
4
5
5
6
6
4
7
7
5
8
6
8
6
4
5
6
4
5
6
8
|
14
13
11
11
13
16
13
13
15
14
13
13
14
11
16
16
11
15
13
15
15
|
8
9
6
6
7
10
9
6
8
9
5
7
6
5
12
11
5
11
8
9
7
|
64
81
36
36
49
100
81
36
64
81
25
49
36
25
144
121
25
121
64
81
49
|
ตารางที่ 4.1 (ต่อ) การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรายวิชา
เทคโนโลยี1 เรื่อง
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
นักเรียนคนที่
|
การทดสอบ
|
|
|
|
ก่อนเรียน
20 คะแนน
|
หลังเรียน20 คะแนน
|
|||
|
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
|
5
6
8
6
6
7
8
6
6
5
8
6
6
7
6
8
7
8
6
8
6
5
7
8
6
|
13
13
14
15
11
11
17
13
14
13
15
14
13
13
13
17
13
16
13
17
11
13
13
15
14
|
8
7
6
9
5
4
9
7
8
8
7
8
7
6
7
9
6
8
7
9
5
8
6
7
8
|
64
49
36
81
25
16
81
49
64
64
49
64
49
36
49
81
36
64
49
81
25
64
36
49
64
|
|
N = 46
|
S.D. = 1.24
|
S.D. = 1.65
C.V. = 12.07
|
|
= 2325
|
ตารางที่
4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชา เทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
|
การประเมิน
|
N
|
|
|
t-test
|
ก่อนเรียน
หลังเรียน
|
46
46
|
293
|
2325
|
26.02**
|
t0.05
= 2.042 t0.01 = 2.750
**
= มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01
จากตารางที่ 4.2 พบว่าเมื่อตรวจสอบความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย t-test
พบค่า t = 26.02 ซึ่งนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ
0.01 จึงกล่าวได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนและหลังการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่เชื่อมั่นได้ถึง
99% ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
รายวิชาคอมพิวเตอร์ ง31101 เรื่อง
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีความแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนการสอน
E-Book ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์หลังเรียน
สรุปผลการวิจัย
อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
บทที่ 5
การวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 รายวิชา เทคโนโลยี1 เรื่อง
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ โดยการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book ในครั้งนี้มีผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
รายวิชา เทคโนโลยี1 เรื่อง
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า
การทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01
นอกจากนี้ ยังพบว่าการทดสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 6.15 ในขณะที่การทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 13.66 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น
เมื่อพิจารณาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของการทดสอบก่อนเรียนซึ่งมีค่า 1.24 ในขณะที่ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของการทดสอบหลังเรียนซึ่งมีค่า 1.65 ซึ่งเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า
หลังเรียนนักเรียนมีคะแนนกระจายกันมากขึ้นแต่ไม่มากนัก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
การทดสอบหลังเรียนมีค่าการกระจายของคะแนนมากกว่าการทดสอบก่อนเรียน
เป็นเครื่องชี้ว่าการสอนตามแผนการเรียนรู้นี้
สามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น
แต่ยังไม่สามารถทำให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนไปได้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
จึงควรหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไขปรับปรุงในครั้งต่อไป
จึงกล่าวได้ว่า
การจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ การใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
1 รายวิชา เทคโนโลยี1
เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ให้สูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ
บรรณานุกรม
|
|
กาญจนา วัฒายุ, การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา, (กรุงเทพฯ
: ธนพรการพิมพ์,
2545)
ประวิต เอราวรรณ์,
การวิจัยในชั้นเรียน, มปท, มปป.
เตือนใจ ทองสำริด. บทเรียนสำเร็จรูป, รายงานประกอบการศึกษาวิชา
Individual Study, บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2515.