วันพุธที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบของ E-Book รายวิชาเทคโนโลยี 1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์


 

บทที่ 1


บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ระบบการศึกษาไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการให้วิชาความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในอนาคต บุคลากรของชาติทุกคนควรต้องมีความรู้ความสามารถทางการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อรับความก้าวหน้าที่กำลังจะมาถึง และที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาโดยการปฏิรูปการศึกษา เน้นความสำคัญทางด้านการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในวงการศึกษา โดยการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาในระดับโรงเรียนมากขึ้น หลายสถาบันการศึกษาได้มีการสร้างหลักสูตรให้กับนักเรียนนักศึกษา ได้ทำการศึกษาในวิชาคอมพิวเตอร์ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ จึงมีการปรับปรุงรายวิชาคอมพิวเตอร์ทั้งในหลักสูตรของชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และหลักสูตรของชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีการปรับปรุงรายวิชาคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในอนาคต เพราะถ้าการศึกษาได้วางรากฐานที่ดีต่อการเรียนคอมพิวเตอร์แล้ว ก็จะมีผลโดยตรงต่อนักเรียน นักศึกษาที่สามารถหาความรู้ได้อย่างกว้างขวางมากมายอย่างไม่จำกัดในโลกยุคปัจจุบันนี้ เราจึงควรมีการจัดการเรียนการสอนในวิชาคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อที่จะได้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ให้ได้มากที่สุด     
ซึ่งโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาและส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาโดยตลอด และได้พัฒนาการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง และทุกปีการศึกษาโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ มีกิจกรรมมากมาย และประกอบกับมีวันหยุดนักขัตฤกษ์มากเช่นเดียวกัน ทำให้นักเรียนมีเวลาเรียนได้ไม่เต็มที่เพราะมีนักเรียนบางส่วนที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมกรีฑา  ซึ่งผู้วิจัยมองเห็นถึงปัญหาในข้อนี้ว่าหากเวลาเรียนไม่เพียงพอต่อการจัดการเรียนการสอน ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกับคะแนนสอบของนักเรียน จากสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนดังกล่าว จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะพัฒนาพัฒนาสื่อการเรียนการสอน E-Book เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการเรียนการสอน และให้นักเรียนสามารถนำสื่อไปศึกษาต่อด้วยตนเองที่บ้านได้ หรือหากมีเวลาว่างก็สามารถเข้ามาใช้บริการที่ห้องคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งผลที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน สาระการเรียนรู้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ในการวิจัย

          1.เพื่อสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบของ E-Book รายวิชาเทคโนโลยี 1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการ
          2.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบของ E-Book  เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

สมมติฐานสำหรับการวิจัย

          ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book สูงกว่าก่อนการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book

ขอบเขตของการวิจัย

          1.ในการวิจัยพัฒนาครั้งนี้เป็นการสร้างและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน E-Book รายวิชาเทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
          2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 46 คน

นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย

          1.สื่อการเรียนการสอน E-Book หมายถึง สื่อการเรียนการสอน E-Book รายวิชาเทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
          2.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการทอสอบก่อนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นและได้รับการตรวจสอบคุณภาพแล้ว

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย

          1.สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book ในการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้สูงขึ้นได้
          2.สามารถใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book สอนซ่อมเสริมแทนผู้สอนหรือใช้ในเวลาที่ผู้สอนไม่สามารถเข้าสอนได้ โดยผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
          3.ผู้สอนได้มีโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และมีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น
          4.เป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอนที่สอนวิชาคอมพิวเตอร์ โดยสามารถนำสื่อการเรียนการสอน E-Book นี้ ไปใช้สอนในโรงเรียนอื่นๆได้
          5.ความรู้ที่ได้จากการวิจัยจะเป็นประโยชน์สำหรับครูผู้สอน หรือผู้สนใจที่จะทำการวิจัยและพัฒนาสื่อการเรียนการสอน E-Book ต่อไป


เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 2
ความหมายของสื่อการเรียนการสอน E-Book ในการวิจัย
          สื่อการเรียนการสอน E-Book หมายถึง สื่อการเรียนการสอนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่จัดทำโดยใช้โปรแกรม FlipAlbum 5 Pro โดยการนำบทเรียนต่างๆ มาจัดเรียนไว้ให้เป็นหมวดหมู่ให้ง่ายต่อการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถศึกษาได้ตามความสนใจ สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ครูสอนหรืออธิบายให้ฟัง หรือสามารถมาศึกษานอกเวลาเพิ่มเติมได้อีกครั้งหลังจากเรียนไปแล้ว
ความมุ่งหมายในการจัดทำสื่อการเรียนการสอน E-Book ในการวิจัย
          1.เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความต้องการและความสนใจ
          2.เพื่อให้นักเรียนที่เรียนช้าไม่รู้สึกกังวล
          3.เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
E-Book รูปแบบใหม่ในการอ่านหนังสือ
E-book หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คำนี้อาจจะเป็นคำใหม่ในความรู้สึกของหลาย ๆ คน แต่ อีกไม่นานจะเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านทั้งหลาย โดยเฉพาะในวงการห้องสมุดซึ่งในอนาคตจะมีการเปลี่ยน แปลงรูปแบบให้เป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสมุดดิจิตัลและห้องสมุดเสมือน เทคโนโลยีนี้ก็คง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำมาให้บริการกับผู้ใช้ ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับรูปแบบของ หนังสือก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องโยนหนังสือทิ้งไปแล้วหันมาใช้เทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นแทนที่เพราะเราก็ไม่ ทราบว่าเมื่อไหร่เทคโนโลยีนี้จะเป็นที่นิยมและยอมรับอย่างแพร่หลาย และถึงแม้ว่าหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์จะเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ในวงการหนังสือ แต่หนังสือก็ยังมีคุณค่าต่อมนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน ดังมีคำยกย่องเกี่ยวกับหนังสือจาก Tony Cawkell ว่าหนังสือจะยังคงมีการจัดพิมพ์อีกหลาย ปี และมีความจริงว่าการได้พบหน้ากันระหว่างหนังสือกับผู้อ่านจะมีความสัมพันธ์กับมนุษย์มากกว่าการ ใช้เครื่องจักร ซึ่งจะมีคำที่เกี่ยวข้องกัน 2 คำ คือการถ่ายโอนข้อมูล และพฤติกรรมของมนุษย์ หากมอง โดยผ่านๆ จะพบว่าการอ่านหนังสือ การสแกนหัวข้อข่าว การประเมินคุณค่ารูปภาพหรือภาพวาด เป็น การหาความบันเทิงที่มีความสุขจากแผ่นกระดาษ และยังสามารถจะเขียนข้อความอื่น ๆ ลงไปได้อีก สามารถนำติดตัวได้ อ่านบนเครื่องบิน รถไฟ ในห้องน้ำก็ได้ และมองดูสวยเมื่ออยู่บนชั้น ให้เป็นของ ขวัญกับคนที่รักได้
(นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
ได้มีผู้ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ไว้หลายความหมาย ได้แก่ เป็นคำเฉพาะที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นสิ่งพิมพ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และมัลติมีเดีย โดย เฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical disc) เช่น ซีดีรอม และซีดีไอ และเป็น ซอฟต์แวร์ (ในรูปของดิสก์ขนาด 8 ซม.) เป็นคำที่ใช้ในการอธิบายตัวอักษรที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหนังสือ อยู่ในรูปแบบดิจิตัล โดยแสดงให้เห็นบนจอคอมพิวเตอร์ เป็นหนังสือถูกนำมาจัดพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอล ไม่บังคับการพิมพ์ และการเข้าเล่ม แผ่นซีดีรอมสามารถจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมากในรูปแบบของตัวอักษร ทั้งลักษณะภาพ ดิจิตอล ภาพอนิเมชั่น วิดีโอ ภาพเลื่อนไหวต่อเนื่อง คำพูด เสียงดนตรี และเสียงอื่นๆ ที่ประกอบตัว อักษรเหล่านั้น มูลค่าของการจำลองลงบนแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical disc) เพียงแค่เป็นเศษส่วน ของการจัดพิมพ์และการห่อหนังสือในขณะที่มีความจำเป็นที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์ในการอ่านหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ และขณะนี้มีราคาหลายระดับ ลักษณะของซอฟต์แวร์ที่เพิ่มเป็นแบบไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia) สามารถแสดงผลของการค้นหาตัวอักษรได้ เชื่อมต่อกับไฮเปอร์เท็กซ์ มีคำแนะนำที่ สามารถอธิบายศัพท์เป็นระบบออนไลน์ และอาจมีหมายเหตุตรงขอบ เป็นต้น (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
วิวัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book)
ได้มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาหรือวิวัฒนาการของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่าความคิดใน เรื่องหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้ปรากฏในนิยายทางวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ภายหลังปี ค.. 1940 เป็นหลัก การใหม่ของคอมพิวเตอร์ตามแบบแผน IBM มีผลิตภัณฑ์ คือ Book Master เนื้อหาหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ในปี 1980 และก่อนปี 1990 ในช่วงแรก มี 2 ส่วน คือ เรื่องเกี่ยวกับคู่มืออ้างอิง และการ ศึกษาบันเทิง งานที่เกี่ยวกับอ้างอิงมักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการ พร้อม ๆ กับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน เช่น Silicon Graphics , Novell และผู้ผลิตได้ผลิตคู่มือ Dynatext ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 12 ชื่อ ตามรูปแบบเทคโนโลยีของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ และในช่วงสิบปีมานี้ก็ได้เห็นความพยายามที่จะนำผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกับเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามา จำหน่ายในโลกแห่งความจริง แต่ส่วนมากก็ล้มเหลว แต่ก็มีบ้างที่ยังพอยู่ในตลาด เช่น Book man หรือ Franklin Bookman ซี่งการใช้งานยังคงห่างไกลที่จะเข้ามาเชื่อมโยงในตลาดกระแสแมนสตีมได้ ปัญหา ของอุปกรณ์เหล่านี้ก็คือ จอภาพขนาดเล็กที่สามารถอ่านออกได้ยาก อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ค่อนข้าง สั้น อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีในการแปลงรหัส (encryption) เพื่อป้องกันข้อมูลของผู้พิมพ์ในเรื่องของ ลิขสิทธิ์ของตัวอักษร อีกทั้งวิธีจัดจำหน่ายและแสดงผลต่างๆ กันก็ยังไม่สะดวกต่อผู้ใช้ อย่างเช่นการใช้ แผ่นซีดีรอมหรือตลับบรรจุแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
พัฒนาการอันหนึ่งที่ได้เขามามีส่วนช่วยให้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เกิดการรุดหน้าเร็วขึ้นจน สามารถบรรลุผลในการเป็นหนังสือที่สมบูรณ์แบบก็คือ แล็บท็อปคอมพิวเตอร์ นั่นก็คือการนำบางส่วน ของแล็บท็อป เช่น สกรีน มาใช้ในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญก็คือ ในระยะเมื่อไม่กี่ปีมานี้ราคาของ ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ได้ลดลงไปมาก จนทำให้การผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีคุณภาพสูง นอก จากนี้การบูมของอินเตอร์เน็ตก็ได้เข้ามาทำให้มนุษย์สามารถส่งสิ่งที่เป็นเอกสารหรือหนังสือได้คราวละ มาก ๆ โดยอาศัยอินเทอร์เน็ตและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อย และไม่ต้องมีดิสก์เก็ตหรือการ์ดสำหรับการใช้ ในการเก็บข้อมูล เช่น นวนิยาย หรือเอกสารตำรา ในกรณีที่มีผู้เกรงว่าจะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการ อาศัยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือในการรับส่งหนังสือ ตำรา หรือนวนิยายนั้น ก็สามารถป้องกัน ได้ด้วยการใช้รหัส (encryption) เพื่อไม่ให้บรรดาผู้ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถใช้ไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ในการแจกจ่ายเนื้อหาในหนังสือนวนิยายหรือตำรา โดยไม่ต้องไปซื้อหามา อนึ่ง หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้อาศัยหลักการที่ว่าจะนำเทคโนโลยีที่มีความบางเบามากๆ มาใช้ เช่น สกรีน โดยจะละ ทิ้งทุกสิ่งในแล็บท็อปที่มีน้ำหนักมาก เช่น โปรเซสเซอร์แบบเฮฟวี่ดิวตี้ งานพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ จึงได้มุ่งหนักไปในเรื่องของความบางเบาและการพิมพ์ทุกอย่างลงบนแผ่นพลาสติกหรือสิ่งอื่นใดที่จะนำ มาทำหน้าที่คล้ายกับกระดาษให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อันหมายถึงการพิมพ์ตั้งแต่สิ่งที่เป็นวงจรทาง อิเล็กทรอนิกส์จนถึงสิ่งอื่นๆ เช่น หน่วยความจำสำรอง (ภายในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะไม่มีซีพียู) ลงบน แผ่นบางๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์อันเนื่องจากต้องการประหยัดน้ำ หนัก นอกจากนี้ลักษณะที่กล่าวมาของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ก็ยังมีส่วนที่เรียกว่าเนื้อหาด้วยซึ่งเนื้อหา ในที่นี้ได้มีกล่าวไว้ว่า เนื้อหา (content) เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ประโยชน์บนเครือข่ายมีความสามารถในการส่งสัญญาณเสียงการแพร่กระจายของวัสดุ (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
ลักษณะและรูปแบบของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
หัวใจของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คือ "แผ่นจานข้อมูลแสง" หรือ ซีดีรอม แผ่นดิสก์ดังกล่าวจะเก็บ ข้อมูลในรูปแบบเดียวกับแผ่นซีดีที่ใช้บันทึกเพลง คือแต่ละจุดที่บันทึกอยู่บนแผ่นดิสก์จะใช้แทนจำนวน ข้อมูล และจุดเหล่านี้สามารถอ่านค่าด้วยแสงเลเซอร์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดพกพาติดตัวได้เปิด โฉมเมื่อไม่นานนี้ด้วยสนนราคา 300 ปอนด์ ประกอบด้วยตัวเครื่องขนาดกระทัดรัดเหมาะมือ มีคีย์บอร์ด ขนาดเล็กเท่าหน้าปัดนาฬิกา จอมีขนาด 6 ตารางเซ็นติเมตร และมีช่องสำหรับใส่แผ่นดิสก์ 1 ช่อง ความสามารถที่เป็นจุดเด่นของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คือความสามารถในการใช้งานข้อมูลที่บรรจุอยู่ใน แผ่นดิสก์แบบเดียวกับคอมพิวเตอร์ คือสามารถใช้งานในรูปของตัวอักษรและกราฟิก หรือที่เรียกว่าแบบ ไฮเปอร์เท็กซ์ แต่ก็มีจุดอ่อนในตัวเองเหมือนกัน เมื่อมีข้อมูลมากจึงทำให้มีขนาดใหญ่และหนักกว่า หนังสือที่เป็นกระดาษ และเปลืองไฟมาก ดังนั้นจึงต้องมีการออกแบบให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และ ใช้พลังงานน้อย จอมีขนาดเล็กกว่าจอโทรทัศน์ทั่วไปจึงทำให้เกิดอาการเคืองตาและเหนื่อยเป็นอย่างมาก หากต้องอ่านนาน ๆ (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th)
รูปแบบ E-Book สำหรับในอนาคต
ในขณะที่สถานการณ์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ดูจะไม่ราบรื่นแบบโรยด้วยกลีบกุหลาบสักเท่าไร ปัญหาในทางปฏิบัติบางอย่างก็ยังรอคอยการแก้ไขอยู่ ทั้งขนาดที่ต้องให้พกพาได้โดยสะดวก และยังต้อง ให้อ่านได้ง่ายเท่า ๆ กับหนังสือแบบเก่าที่ทำด้วยกระดาษ นอกจากนี้ก็มีเรื่องของราคาที่ยังแตกต่างกัน อยู่เป็นอย่างมาก ดังนั้น คงจะต้องรอการพัฒนาอีกสักระยะหนึ่งให้ขนาดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ลดลงจนเท่ากับพ็อกเก็ตบุ๊ค รวมทั้งสามารถควบคุมคำสั่งผ่านปากกาควบคุมแบบเดียวกับที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันทำได้เสียก่อน สารนิเทศเป็นสิ่งที่ซื้อขายกันได้ มีความสำคัญในชีวิตของคนเรา ตัวบุคคลจะใช้เป็นแหล่งสร้างความรู้ในสมองของตน ขึ้นกับความต้องการเฉพาะเรื่องและตามความ สนใจบุคคลต่างกันก็ใช้แหล่งความรู้ที่มีอยู่ในโลกต่างกัน การเข้าใกล้ชิดกับเอกสารตีพิมพ์เป็นตัวเล่มก็มี ระดับที่ขยายกว้างอยู่ เช่น หนังสือก็เป็นทรัพยากรทั่วไปที่คนยังใช้กันอยู่ แต่ในปัจจุบันมีความสนในที่จะ ใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และเอกสารออนไลน์อื่นๆ เพิ่มขึ้นเพื่อเผยแพร่สารนิเทศและเข้าถึงได้ทั่วโลก ซึ่ง เอกสารสามารถใช้โดยการผ่านสถานีได้ เช่น เครือข่ายและคอมพิวเตอร์แบบ Palmtop ถึงแม้ว่าการใช้ แบบหิ้ว สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ สื่อที่จัดพิมพ์จะมีความสำคัญ มีการใช้ต่อไปเพื่อประโยชน์ และความ สะดวกสบาย ในอนาคตเราต้องการกลยุทธ์ของสื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สารนิเทศมีการเปลี่ยนแปลงจาก เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งไปสู่ความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กำลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไปในทุกสาขาอาชีพโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับหนังสือทั้งหลาย เช่น บรรณารักษ์ ผู้จัดพิมพ์หนังสือ หรืออาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับ สารนิเทศ เป็นต้น ทางบริษัทผู้จัดจำหน่ายก็ได้แต่หวังว่าให้ราคาของฮาร์ดแวร์มีราคาที่ถูกลงเพราะหาก ว่าเป็นอย่างนั้น ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้อ่านจะหันมาสนใจอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แต่ เราก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ในอนาคตตลาดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หนังสืออิเล็กทรอนิกส์กำลังถูก ประเมินค่าจะเข้าแทนที่หนังสือตัวเล่มได้หรือไม่และเมื่อไร และจะสามารถเอาชนะใจหนอนหนังสือทั้ง หลายได้หรือไม่นั้น คำตอบนี้คงไม่มีใครตอบได้แน่นอน แต่คิดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการหรือการคิด ค้นรูปแบบใหม่และการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความสะดวกในการอ่านให้มากขึ้น และจะทำอย่างให้นักอ่าน ทั้งหลายเห็นถึงสิ่งที่น่าสนใจในหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แต่คิดว่าในฐานะที่เป็นนักอ่านคนหนึ่งก็ คงต้องใช้เวลาในการยอมรับลักษณะของหนังสือที่เคยคุ้นชินมาแต่เกิด และในฐานะที่เป็นบรรณารักษ์ ที่ต้องสัมผัสกับทรัพยากรสารนิเทศทุกประเภท คิดว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ที่ อยู่ในแวดวงจะต้องใช้บริการ แต่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่ไม่สามารถตอบได้ เพราะหากจะให้หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาแทนที่หนังสือจริงๆ ก็คงต้องให้นักอ่านทั้งหลายเกิดความรู้สึกเหมือนกับอ่าน หนังสือจริง แต่มีความสะดวกสบายในการอ่านมากกว่า (นางสาวอาภรณ์ ไชยสุวรรณ,http://www.bb.go.th) 

การศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 

งานวิจัย           เรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
Development of Computer-Assisted Instruction Program on "Man and Natural Resources" for Matthayom Suksa Four Students
ผู้วิจัย             กฤษฎี พวงรอด, Kritsadee Phuangrod, ศษ.. (เทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา), 2544
ผลการวิจัย
1.       บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ ที่พัฒนาขึ้นทั้ง 3
เรื่องมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ดังนี้
เรื่องที่ 1 เรื่องมนุษย์กับพลังงาน โดย 80 ตัวแรก มีประสิทธิภาพร้อยละ 83.25 สำหรับ 80
ตัวหลัง มีประสิทธิภาพร้อยละ 80 ถึง 90
เรื่องที่ 2 เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรน้ำ โดย 80 ตัวแรก มีประสิทธิภาพร้อยละ 84.25
สำหรับ 80 ตัวหลัง มีประสิทธิภาพร้อยละ 80 ถึง 90
เรื่องที่ 3 เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรป่าไม้ โดย 80 ตัวแรก มีประสิทธิภาพร้อยละ 86.25
สำหรับ 80 ตัวหลัง มีประสิทธิภาพร้อยละ 80 ถึง 90
2. จากการสังเกตระหว่างการทดลอง ผู้วิจัยพบว่าผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง มนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ มีความพอใจ ตั้งใจเรียนมาก พร้อมทั้งผู้เรียนมีความสนุกสนาน กระตือรือร้นกับการเรียน ไม่มีความตึงเครียดกับการเรียน นอกจากนี้จากการพูดคุยซักถามผู้เรียนส่วนใหญ่ขอบเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ข้อเสนอแนะ

1. ควรที่จะมีการนำเอาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เรื่องมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจและเกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนมากขึ้น
2. ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ต้องสร้างตามขั้นตอนการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามกระบวนการทุกขันตอน เพื่อที่จะได้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์และถูกต้อง
3. ในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ควรจะพบเพื่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในด้านเนื้อหา ด้านการออกแบบการสอน และด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่เสมอๆ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ฝ่าย มีส่วนสำคัญในการทำให้การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพในการเรียนการสอน
4. ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ควรมีการนำโปรแกรมที่ใช้งานง่ายและมีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวก Authoring System เช่น โปรแกรมออโตแวร์ ไดเร็กเตอร์ หรือมัลติมีเดียทูลบุคมาใช้ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะให้สามารถนำโปรกรมเหล่านี้มาใช้ในการผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาต่างๆ ได้อย่างง่ายและสะดวกต่อการใช้
5. ในการเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไม่ควรที่จะมีการเรียนนานเกินไป คือควรที่จะมีเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายกับการเรียน
6. ควรมีการวิจัยเขิงพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในวิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ด้วย โดยนำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใช้จริงในการเรียนการสอน มีการทดสอบก่อนและหลังเรียนกับกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมเพื่อที่จะดูว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้พัฒนาขึ้นสามารถพัฒนาผู้เรียนในการเรียนการสอนได้หรือไม่

          จากการศึกษาผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยสอนรายวิชาต่างๆ โดยการผลิตสื่อการเรียนการสอนคอมพิวเตอร์รูปแบบต่างๆ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีบทบาทความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงคาดหวังว่าสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Book ที่สร้างขึ้นนี้จะมีส่วนช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ผู้วิจัยจะทำการศึกษาดีขึ้นเช่นกัน


วิธีดำเนินการวิจัย บทที่ 3 
1.เทคนิคที่ใช้ในการวิจัย
          ผู้วิจัยใช้เทคนิคการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experiment) รูปแบบของการวิจัยโดยใช้กลุ่มเดียว (One group, Pretest Posttest design) มีลักษณะของการทดสอบนักเรียนก่อนเรียน (Pretest) และการทดสอบหลังเรียน (Posttest)
          ขั้นตอนของการดำเนินการวิจัยมีดังนี้
1.1   ศึกษาหลักสูตร คำอธิบายรายวิชา จุดประสงค์การเรียนรู้ของรายวิชา เทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
1.2   จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา เทคโนโลยี1 เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
1.3   สร้างแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พร้อมทั้งตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ
1.4   จัดทำสื่อการเรียนการสอน E-Book เพื่อใช้ในกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้
1.5   ดำเนินกิจกรรมตามกระบวนการเรียนรู้ตามลำดับ ดังนี้
1.       ทดสอบก่อนเรียน (Pretest)
2.       จัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้
3.       ทดสอบหลังเรียน (Posttest)
1.6   วิเคราะห์ผลการทดสอบด้วยวิธีการทางสถิติโดยใช้ค่าสถิติ ดังนี้
1.       ค่าเฉลี่ย (     ) เพื่อหาระดับคะแนนเฉลี่ยของนักเรียน
2.       ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อหาค่าการกระจายของคะแนนของนักเรียน
3.       ค่า t-test (Dependent) สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกันเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
4.       ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการสอนของครู
2.ประชากรที่ใช้ในการวิจัย
          ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สวนกุหลาบวิทยาลัย สมุทรปราการวิทยาคม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 46 คน
3. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
          เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ครอบคลุมเนื้อหาสาระตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ ได้แก่ ความตรง ความเป็นปรนัย ความเชื่อมั่น อำนาจจำแนก และความยากง่าย
4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
          การวิจัยครั้งนี้ใช้ค่าสถิติ สำหรับการทดสอบสมมติฐานการวิจัย ดังนี้
            ค่าเฉลี่ย (     ) ใช้ในการวิเคราะห์ระดับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม
            ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ใช้ในการวิเคราะห์การกระจายของคะแนน
            ค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) ใช้ตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพการสอนของครูผู้สอน
            ค่า t-test (Dependent) ใช้ในการทดสอบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน



ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
บทที่ 4

          จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรายวิชา เทคโนโลยี1   เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 39 คน ปรากฏดังตารางดังต่อไปนี้

ตารางที่ 4.1 การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรายวิชา เทคโนโลยี1  เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

นักเรียนคนที่
การทดสอบ
ก่อนเรียน 20 คะแนน
หลังเรียน 20 คะแนน
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
6
4
5
5
6
6
4
7
7
5
8
6
8
6
4
5
6
4
5
6
8
14
13
11
11
13
16
13
13
15
14
13
13
14
11
16
16
11
15
13
15
15
8
9
6
6
7
10
9
6
8
9
5
7
6
5
12
11
5
11
8
9
7
64
81
36
36
49
100
81
36
64
81
25
49
36
25
144
121
25
121
64
81
49

ตารางที่ 4.1 (ต่อ) การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนรายวิชา เทคโนโลยี1  เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

นักเรียนคนที่

การทดสอบ

ก่อนเรียน 20 คะแนน

หลังเรียน20 คะแนน
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
43
44
45
46
5
6
8
6
6
7
8
6
6
5
8
6
6
7
6
8
7
8
6
8
6
5
7
8
6
13
13
14
15
11
11
17
13
14
13
15
14
13
13
13
17
13
16
13
17
11
13
13
15
14
8
7
6
9
5
4
9
7
8
8
7
8
7
6
7
9
6
8
7
9
5
8
6
7
8
64
49
36
81
25
16
81
49
64
64
49
64
49
36
49
81
36
64
49
81
25
64
36
49
64
N = 46
    
       = 6.15
S.D. = 1.24
       = 13.66
S.D. = 1.65
C.V.  = 12.07

        = 293
         = 2325
          จากตารางที่ 4.1 พบว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ย 6.15 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.24) ส่วนการทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 13.66 (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.65) ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมีค่า       = 293                และ          = 2325 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยค่าสถิติ t-test สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent) ปรากฏผลการวิเคราะห์ในตารางที่ 4.2 ดังนี้

ตารางที่ 4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างของการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน             รายวิชา เทคโนโลยี1  เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
การประเมิน
N
t-test

ก่อนเรียน

หลังเรียน
46
46
293
2325
26.02**
t0.05 = 2.042            t0.01 = 2.750
** = มีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01
          จากตารางที่ 4.2 พบว่าเมื่อตรวจสอบความแตกต่างของคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย t-test พบค่า t = 26.02 ซึ่งนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงกล่าวได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนและหลังการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่เชื่อมั่นได้ถึง 99% ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชาคอมพิวเตอร์ ง31101 เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีความแตกต่างกัน ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าสื่อการเรียนการสอน E-Book ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าผลสัมฤทธิ์หลังเรียน


สรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ บทที่ 5
          การวิจัยเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 รายวิชา เทคโนโลยี1  เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ โดยการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book ในครั้งนี้มีผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
          ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชา เทคโนโลยี1  เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยการใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 นอกจากนี้ ยังพบว่าการทดสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 6.15 ในขณะที่การทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 13.66  ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น เมื่อพิจารณาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของการทดสอบก่อนเรียนซึ่งมีค่า 1.24 ในขณะที่ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของการทดสอบหลังเรียนซึ่งมีค่า 1.65 ซึ่งเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า หลังเรียนนักเรียนมีคะแนนกระจายกันมากขึ้นแต่ไม่มากนัก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การทดสอบหลังเรียนมีค่าการกระจายของคะแนนมากกว่าการทดสอบก่อนเรียน เป็นเครื่องชี้ว่าการสอนตามแผนการเรียนรู้นี้ สามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น แต่ยังไม่สามารถทำให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนไปได้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน จึงควรหาข้อบกพร่องเพื่อแก้ไขปรับปรุงในครั้งต่อไป
          จากค่าเฉลี่ย (    )  และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) หลังเรียน ได้คำนวณค่าของประสิทธิภาพการสอนของครูด้วยค่าสัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) พบค่า C.V. = 12.07% ซึ่งถือว่ามีคุณภาพการสอนในระดับปานกลาง
          จึงกล่าวได้ว่า การจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนรู้ การใช้สื่อการเรียนการสอน E-Book มีประสิทธิภาพในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา เทคโนโลยี1  เรื่อง หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ให้สูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ


 
บรรณานุกรม
          กาญจนา วัฒายุ, การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา, (กรุงเทพฯ : ธนพรการพิมพ์,
2545)
          ประวิต เอราวรรณ์, การวิจัยในชั้นเรียน, มปท, มปป.
          เตือนใจ ทองสำริด. บทเรียนสำเร็จรูป, รายงานประกอบการศึกษาวิชา Individual Study, บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2515.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น